หน้าเว็บ

หาอะไรก็เจอ

กำลังโหลด...

แนวข้อสอบ ต่างๆ

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แนวข้อสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย ตอนที่ 18

เวลาทำในห้องสอบ

เรื่องนี้เขาจะยกร้องกรองมกให้ทุกวรรคติดกัน แล้วถามเราว่าเป็นร้องกรองประเภทไหน วิธีทำก้อง่ายมาก ทำตามขึ้นตอนต่อไปนี้ดู

1.นักคำรวมทั้งหมดที่เขายกมาให้เราอ่าน ถ้ามันใกล้เคียงกับฉันทลักษณ์ประเภทไหนก็ลองแย่งวรรคอ่านแบบฉันทลักษณืประเภทนั้น ถ้าอ่านแล้วทำนองใช่ ก็ประมาณว่านั่นคือ ฉันทลักษณ์ประเภทนั้น เช่น สมมติเรานับคำรวมได้ 29 มันใกล้กับ 28 (สุรางคนางค์) เราก็ลองอ่านแบบสุรางคนางค์คืออ่านวรรคละ 4 คำ 7 วรรค แต่อย่าลืมว่าที่เรานับมามี 29 แสดงว่าต้องมีคำเกิน 1 คำ ต้องเกินในวรรคไหนสักวรรค เราก็ต้องลองอ่านดูว่าลงจังหวัดของวรรคไหน(ข้อนี้คือต้องลองนะจ๊ะ)

2.แต่ถ้ามันเกิดไกลจากคณะของฉันทลักษณ์ที่เรารู้ ก็ให้หาร 2 ไปเรื่อง ๆ จนกว่า เราจะเจอกับฉันทลักษณ์ประเภทไหน เช่นเกิดนับได้ 33 มันไม่ใกล้กับร้องกรองประเภทไหนเลย เราก็อาจลอง หาร 2 ดู ก็จะได้ 16.5 (แต่ขอร้องนี่ไม่ใช่เลข มันเป็นวรรณคดีที่ต้องการศิลปะเราสามารถปัดเศษทิ้งจ๊ะ) สรุปก็คือ มันก็อาจเป็นกาพย์ฉบัง 16 ก็ลองอ่านแบ่งวรรคเป็น 6-4-6ดู แต่ถ้าลองอ่านแล้วมันไม่ใช่ ก็ให้หาร 2 ไปอีก ก็จะได้ 8 ก็ลองเป็นแบบ กลอน 8 ดู

มีข้อระวังอยู่ 2 ข้อนะ

ข้อแรก ถ้าหารแล้วได้ 11 หรือประมาณ11 อย่างเพิ่งคิดว่าต้องเป็นกาพย์ยานี11 เพราะอาจเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ก็ได้ลองเช็ค ครุ-ลหุก่อน

ข้อสอง ยางทีคำในฉันท์จะอ่านไม่เหมือนที่เราพูดเช่นโลหิตอ่านว่า โล-หิ-ตะ สกลอ่าน สะ-กะ-ละ ก็มี

โคลง

เป็นร้อยกรองที่บังคับเรื่องรูปวรรณยุกต์ คือจะมีบางตำแหน่งในโคลงที่เขายังคับให้มีรูปไม้เอก เขาเรียกว่าคำเอก และบางตำแหน่ง เขาก็ยังคับให้มีรูปโทร เรียกว่า คำโท

เวลาแต่ง

ข้อแรกตรงคำโทถ้าหาคำที่มีไม้โทปกติไม่ได้ ก็หาคำที่เขียนด้วยไม้โทก็แล้วกัน ถึงจะสะกดผิดไม่เป็นไรของแค่รูปไม้โทแล้วอ่านได้ก็ OKเช่น เล่นจะเป็นเหล้นก็ได้นะ(โทโทษคือคำที่เขียนด้วยไม้โทแต่สะกดผิดนั่นเอง)

ข้อสองตรงคำเอกก็เหมือนกัน

มีข้อพิเศษเฉพาะคำเอก ถ้าหาคำเอกมาแทนไม่ได้ก็หาคำตายมาแทนก็แล้วกัน

คำตายคือ

1.มีรูปตัวสะกด กก กบ กด ก บ ด (กบฎต้องตาย)

2.ไม่มีตัวสะกดแต่ผสมสระสั้น(อายุสั้นก็ตายเร็ว)

ประเภทของโคลง

ไม่ว่าจะเป็นโคลงอะไรก็มีวรรคละ 5 คำนะ กี่วรรคก็เป็นชื่อยังไงหละ

***แล้วก็จำอีกนิดว่าวรรคสุดท้ายของโคลงถ้ามี 2 คำ เรียกว่าโคลงดั้น ถ้ามี 4 คำ เรียกว่าโคลงสุภาพ เพราะฉะนั้น

-โคลง 4 สุภาพ

มีวรรคละ 5 คำ 4 วรรค วรรคสุดท้ายมี 4 คำ

-ใคลง 3 ดั้น

มีวรรคละ 5 คำ 3 วรรค วรรสุดท้ายมี 2 คำ

เน้นโคลงสี่สุภาพจำได้ใช่ไหม เสียงลือเสียงเล่าอ้าง......

เออ คำเอกโทคู่แรกสลับกันได้นะ(ตรงบรรทัดที่ 1 เท่านั้นนะ)

มีอีกแยะ...

แนวข้อสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย ตอนที่ 17

กลบท

คือร้อยกรองที่แต่งพิเศษจากปกติ ด้วยTrickของคนแต่งแต่ละคน ลองมาดูกลบทบางอัน

อันแรกก็เปนคำสุดท้ายของวรรคแรกเป็นคำแรกของวรรคต่อมาไปเรื่อย ๆ

อันที่สอง ให้เสียงพยัญชนะต้อนของ 1 2 3 ไปสัมผัสกับ 4 5 6 แล้วคำที่ 3 กับ 4 ต้องสัมผัสสระกันด้วย

"กบเต้นต่อยหอย"

อีกแบบ คำรองสุดท้ายวรรคแรกมาขึ้นต้นเป็นคำแรกของวรรคต่อมา"นาคบริพันธ์"

ฉันทลักษณ์

กลอนแปด แต่ละวรรคจะมี 8 คำ

กาพย์ยานี 11 วรรแรกมี 5 วรรคสอง มี 6

กาพย์ฉบัง 16 วรรคแรกมี 6 วรรคสอง มี 4 วรรคสาม มี 6

กาพย์สุรางคนางค์ 28 มี 7 วรรค วรรคละ 4 คำ

ฉันท์ คือ ร้อยกรองที่บังคับเสียงหนัก-เบา คือ ครุ-ลหุ ด้วย

อินทรวิเชียรฉันท์11คล้ายกับกาพย์ยานี 11 คือวรรคแรกมี 5 วรรค 2 มี 6 แต่ยังคับเสียง ครุ ลหุ

-ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ุ -ั -ั

วิธีจำ อินทรวิเชียรฉันท์ ยังคัยเสียงเยาที่ตำแหน่ง 3 6 7 9 ที่เหลือเป็นำคหนักหมด

วสันตดิลกฉันท์ 14 คล้ายกับอินทรวิเชียรฉันท์ เพียงแต่เพิ่มเสียงเยา 3 เสียงติดกันเข้าไปก่อนคำสุดท้ายวรรคแรก

-ั -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ุ -ั -ั

ที่เหลือเหมือนกับอินทรวิเชียรฉันท์ 11 เลย

แนวข้อสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย ตอนที่ 16

วิธีการเขียนเปรียบเทียบ(วิธีเขียนแบบภาพพจน์)

1.อุปมาคือการเปรียบด้วยคำว่า"เหมือน"หรือคำที่แปลว่า"เหมือน"

2.อุปลักาณ์ คือการเปรียบด้วยคำว่า"คือ, เป็น,ใช่" หรือไม่ก้อละคำเปรียบเทียบทิ้งไปเลย เช่นเพชรน้ำค้าง แต่แม่คือคนที่ผมรักที่สุดไม่ใช่อุปลักษณ์นะ(ก็มันไม่ได้เปรียบเทียบตรงไหนนี่หน่า)

3.บุคคลวัต บุคคลสมมติ หรือ บุคลาธิษฐาน ก็คือทำให้สิ่งนั้นทำกริยาได้เหมือนคนทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ทำไม่ได้เช่น ฟ้าร้องไห้ ทะเลไม่เคยหลับไหล

4.อติพจน์ คำพูดที่overเกินจริง เช่น ร้อนแทบสุก

เรียมร่ำน้ำเนตร ท่วม ถึงพรหม(เรียมคือ ฉัน แปลว่าฉันร้องไห้ซะจนน้ำตาท่วมถึงสวรรค์ชั้นพรหม อะไรจะverปานนั้น อย่างงี้เขาเรียกว่าอติพจน์)

จะหาโฉมให้เหมือนนุข จนสุดฟ้าสุราลัย ตายแล้วเกิดใหม่ ไม่ได้เหมือนเจ้านฤมล(หาคนที่หน้าตาสวยอย่างเธอให้ตายแล้วเกิดใหม่ ก้อคงไม่เจอ...ก็ver ตามเคย

5.อวพจน์คือพูดที่น้อยกว่าความจริง(ประมาณว่าตริงกับกับอติพจน์)เช่นรอแค่อึดใจเดียว จริง ๆ มันตั้งคึ่งชั่วโมงแล้ว

6.สัญลักษณ์ คือสิ่งที่เราเอามาแทน (ประมาณว่าเป็นสิ่งที่ทั่วไปใคร ๆ เค้าก้อรู้กันว่าจริง ๆ มันคืออะไร) เช่น แทนผู้ดีด้วย หงส์ แทน คนชั้นต่ำ ด้วยกา แทนการเริ่มต้น ด้วยวันใหม่ หรือรุ่งอรุณ แทนอุปสรรคด้วยเมฆ หมอก

7.นามนัย คือสิ่งที่เราเอามาแทน แต่สิ่งนั้นต้องเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เอามาแทน(เขียนอย่างงยี้อาจจะงง ว่าคืออะไร ก็ประมาณว่าเราหาจุดใดจุดหนึ่งของสิ่งนั้นขึ้นมาพูดแทนสิ่งนั้นเดี๋ยวดูตัวอย่างดีกว่า) เช่น

- เราเห็นเพื่อเรายิ่วแล้วเหี่ยวหมดทั้งหน้า เราก็ตั้งสมญานามมันว่า"ไอ้เหี่ยว"(ไอ้เหี่ยวเป็น"นามนัย"เพราะเราเอาจุดเด่นจุดหนึ่งของเพื่อนมาเรียกชื่อแทนชื่อจริงของมัน)

-เราเห็นนักเขียนทำงานด้วยปากกา เราก็เรียกนัเขียนว่า"อาชีพปากกา"

ความต่างระหว่างนามนัยกับสัญญลักษณ์

สัญญลักษณ์ เอาสิ่งอื่นมาแทน

นามนัย เอาส่วนหนึ่งของสิ่งนั้นมาแทน

8.ปฏิพากย์ คือการใช้การขัดแย้งกันในการเขียน เช่น

เสียงน้ำซึ่งกระซิบปราศจากเสียง จักรวาบวุ่นวายไร้สำเนียง

9.อุปมานิทัศน์ คือการยกเอาเรื่องราวหรือนิทานขึ้นมาเปรียบ เทียบเพื่อสอน เช่น

-เวลาเราขึ้เกียจ แม่ก็จะเล่าเรื่องคนที่ขี้เกียจแล้วตอนหลังเขาลำบาก(ปกติแม่อาจเล่ายาวถึง 2 ชม. ประมาณเป็นภาษาวัยรุ่นว่า แม่เทศน์) เรื่องที่แม่ยกมาเล่าให้เราฟัง เรียกว่า อุปมานิทัศน์

10.สัทพจน์ คือ คำเลียนเสียงธรรมชาติ เช่นโครม ครีน ครีน วีดว้าย

แนวข้อสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย ตอนที่ 15

ตอนที่ 4 การสื่อสาร ขี้เกียจพิมพ์

บรรยาย เป็นการเล่าเรื่องทั่วไป(ได้เนื้อเรื่อง)

พรรณนา เป็นการให้รายละเอียดให้เกิดภาพ(ได้น้ำมากกว่าเนื้อ)

เทศนา เป็นการสั่งสอนหรืออธิบาย

สาธก เป็นการยกตัวอย่าง

อุปมา เป็นการเปรียบเทียบ

ตอนที่ 5 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดี

ศิลปะการประพันธ์

1.ศิลปะการสร้างเสียงให้ไพเราะ

1.เล่นเสียง(เล่นสัมผัส) สัมผัสสระ อักษร(เล่นอักษร) วรรณยุกต์

2.เลียนเสียงธรรมชาติ

3.เล่นคำ คือการเอาคำที่มีหน้าตาของคำเหมือนกันมาอยู่ใกล้ ๆ กันเช่น

-เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ เนื้อน้องหรืออ่อนทั้งกาย

มีเล่นคำซ้ำ เล่นคำพ้อง

2.ศิลปะการสร้างภาพสวยงาม

1.จินตภาพ = มโนภาพ คือภาพที่เกิดตอนเราอ่านหนังสือ (ประมาณว่า เราจินตนาการเป็นภาพอะไรนั่นคือ จินตภาพ)

2.ภาพพจน์ = กวีโวหาร คือ การเขียนเปรียบเทียบ (ประมาณว่า ไม่ได้ เขียนตามที่เห็นเท่านั้น แต่มีการเปรียบเทียบด้วย)

แนวข้อสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย ตอนที่ 14

คำความหมายแคบกว้าง

คำความกว้างคือ คำที่มีความหมายกว้าง ๆ คำมันจะคลุมคำเล็ก ๆ เยอะแยะ เช่น ภาชนะก็รวม หม้อ โถ ถ้วย จาม ชาม

คำความหมายแคบ คือ คำเล็ก ๆ คำพวกนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของคำความหมายกว้างเช่น นิโคล ความหมายกว้างคือนักร้อง

-เขาไปเที่ยวมาแล้วทุกจังหวัด ยกเว้นหาดใหญ่

หาดใหญ่ไม่ใช่จังหวัด ยังงี้แล้วก็อาจจะต้องแก้ว่า เขาไปเที่ยวมาทั่วแล้ว แต่ยังไม่เคยไปหาดใหญ่

ความหมายของคำบางคำที่น่าจะรู้

ปณิธาน = ตั้งใจ ปฏิภาณ = ไหวพริบ

ผลประโยชน์ = ใช้กับธุรกิจ ประโยชน์ =ใช้กับเรื่องทั่วไป

รับฟัง = ใช้กับปัญหา คำเตือน ฟัง =ใช้กับทั่วๆ ไป

จุกจิก = ใช้กับนิสัยคน จุบจิบ = ของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ

อยู่กิน = ไปอยู่ไปกิน กินอยู่ = อยู่แบบสามี ภรรยา

จับจด = ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หยิบโหย่ง = ไม่เอาการเอางาน

จรรยาบรรณ = ใช้เฉพาะอาชีพหมอและครู มารยาท = ใช้กับอาชีพทั่ว ๆ ไป

สวัสดิภาพ = ความปลอดภัย สวัสดิการ = สิ่งที่นายจ้างให้ลูกจ้าง

ทัศนคติ = ความรู้สึก ทัศนะ = ความคิดเห็น

สมรรถภาพ = กับร่างกาย ประสิทธิภาพ = ใช้กับเครื่องจักร

ครึกโครม = ความดังของข่าว กึกก้อง = เสียง

ฟุ้ง = ใช้กับกลิ่นหอม คลุ้ง = ใช้กับเหม็น

อบอวล = ใช้กับกลิ่นหอม ตลบ = ใช้กับกลิ่นเหม็น

รุ่นกระทง = ใช้กับผู้ชาย วัยกระเตาะ = ใช้กับผู้หญิง

พรวดพราด = ใช้กับขึ้น ฮวบฮาบ = ใช้กับลง

ฟุบหน้า = เป็นเพราะเหนี่อย ซบหน้า = เป็นเพราะร้องไห้

งัวเงีย = เพิ่งตื่น ง่วงนอน = กำลังจะนอน

ดุษณี = นิ่ง ดุษฎี = สูงสุด

คำเชื่อมที่เป็นคู่กัน

ทั้ง .......และ (ห้ามใช้ ทั้ง.....กับ)

ระหว่าง......กับ

ให้+แก่

ต่าง+กับ

สอดคล้อง+กับ

เกี่ยวข้อง+กับ

เผชิญ+กับ

โต้แย้ง+กับ

สมควร+แก่

ตก+กับ

ตระหนัก+ถึง

จำเป็น+ต่อ

อุปสรรค+ต่อ

ยื่น+ต่อ

รายงาน+ต่อ

แนวข้อสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย ตอนที่ 13

ประเภทการโน้มน้าวใจ

1.คำเชิญชวน ใช้กับเรื่องที่ดี เช่น เชิญชวนไปบริจาคโลหิต

2.โฆษณา เอาไว้ขายของ เช่นโฆษณาดัชชี่

3.โฆษณาชวนเชื่อ เป็นพวกโฆษณา over เกิด เช่น โฆษณาที่บอกว่าครีมนี้สามารถลดริ้วรอยในภายใน 5 วัน (จริง ๆ 1 ปีที่ผ่านไป ริ้วรอยก็ยังไม่หาย แถมมีรอยตีน crow ขึ้นอีก -- แสดงว่าโฆษณา ver เกินจริง)

ตอนที่ 3 คำและความหมาย

ความหมายของคำ

ความหมายนัยตรง = ความหมายที่แปลตรง ๆ ของคำนั้น

ความหมายโดยนัย(ความหมายอุปมา) = ความหมายเปรียบของคำนั้น เช่น

-เล่นงิ้ว นัยตรง = เล่นงิ้ว โดยนัย = อาละวาด

-โดดร่ม นัยตรง = โดดร่มจากเครื่องบิน โดยนัย = โดดเรียน

ความหมายโดยนัย

เป่าปี่ = ร้องไห้ ล้างมือ = เลิกยุ่ง เหวี่ยงแห = เหมารวม เปรี้ยว = ออกเซ้กซี่ เล่นละคร = เสแสร้ง

ไม้ประดับ = เอาไว้โชว์ ๆ อย่างงั้น บางทีเราก็ไม่ได้จริงใจมาก (เช่นผู้ชายไม้ประดับ)

ประเภทความหมายของคำ

1.คำไวพจน์ คือคำที่มีความหมายเหมือนกัน synonym ดวงตะวัน = ดวงอาทิตย์ = ระพี

ทองคำ มีคำไวพจน์ เช่น กาญจนา สุวรรณ กนก

เงิน มีคำไวพจน์ เช่น หิรัญ รัชดา

ช้าง มีคำไวพจน์ เช่น หัตถี หัสดี กิริณี กรี คช สาร

สวย มีคำไวพจน์ เช่น งาม สิริ โสภา รางชาง อันแถ้ง สิงคลิ้ง

2.คำพ้อง = คำที่ดันมาเหมือนกัน ก็มีเหมือนเหมือนรูปก็พ้องรูป

เหมา (เห-มา)หันมา (เหมา)สรุป

เพลง(เพ-ลา)เวลา (เพลา)ตัก

คำพ้องเสียงก็เขียนไม่เหมือนกัน แต่ดันอ่านเหมือนกันเช่น ฉัน-ฉันท์ กัน-กรร-กรรณ-กัณ-กัณฑ์-กัลป์

ถ้าคำนั้นดันมีหน้าตาเหมือนกัน และก็อ่านเหมือนกันอีกทั้งๆ ที่มีความหมายไม่เหมือนกันเราเรียกว่าคำพ้อง บ้างก้อเรียกว่าคำพ้องรูปพ้องเสียง เช่น เขายืนอยู่บนเขาลูกนั้น

แนวข้อสอบภาษาไทย หลักภาษาไทย ตอนที่ 12

การโต้แย้ง

1.การโต้แย้งเป็นการพูดคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใช้อารมณ์มาด่าว่ากัน

2.เวลาโต้แย้ง จะมีการตั้งประเด็นในการโต้แย้ง ประเด็นคือ main idea หรือเรื่องหลัก ๆ ที่เราเถียงกันอยู่

3.เวลาโต้แย้ง ควรพูดจากับคนอื่นดี ๆ อย่าใช้อารมณ์ หรือว่าคนอื่น

-ที่เธอพูดมาผิดเพี้ยน ไร้สาระ ดู low มาก ๆ (นี่เขาเรียกว่า ด่า ไม่เหมาะนะ)

-ที่คุณพูดมาเกือบดีค่ะ คุณนี่ข่างพูดนะ เกือบน่าฟัง(ปัดโธ่ ที่แท้ก็ว่าเขาอยู่ดี)

-ที่คูณพูดว่า ผมเห็นต่างไปว่า - - -(ดีที่สุด เพราะออกความเป็นส่วนของเราไม่ไปว่าเขา)

การโน้มน้าวใจ

เป็นการพูดจูงใจหรือชักชวนคนให้ทำตามการโน้มน่าวเป็นการใช้ศิลปะการพูดไม่ใข่พูดตรง ๆ เพราะงั้นพวกที่พูดขู่ ด่า ว่า ยังคับ ไม่ใช่ การโน้มน้าวใจ

วิธีการโน้มน้าวใจ

1.ทำให้น่าเชื่อถือ

2.การใช้อารมณ์ร่วมกัน(อารมณ์อ่อนไหว) พวกนี้คำพูดจะเบา ๆ ให้เราอารมณ์คล้อยตาม

3.การใช้อารมณ์แรงกล้า พวกนี้คำพูดจะแรง ๆ เหมือนการปลุกเร้าเรา

4.การใช้อารมณ์หรรษา พวกนี้จะเป็นคำพูดสนุก ๆ หรือ มีมุขเวลาพูด

5.การชึ้ให้เห็นเหตุผล พวกนี้จะพูดถึงเหตุ-ผลที่จะเกิดขึ้น

6.การชี้ข้อดีและข้อเสีย พวกนี้จะบอกท้งข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้น